บริษัท ไอร่า แฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน)

Knowledge Hub

Business Model Canvas คืออะไรและธุรกิจนำไปใช้งานอย่างไรเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ

ในการทำธุรกิจต้องมีสิ่งที่เรียกว่า โมเดลธุรกิจ ซึ่งโมเดลธุรกิจ คือสิ่งที่ช่วยบอกเราเกี่ยวกับธุรกิจว่ากำลังดำเนินการอย่างไร รายได้มาจากช่องทางไหน กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เราโฟกัส  พันธมิตรหรือ Partners ที่เราสามารถร่วมงานกันได้ หรืออยากจะเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจใช้อยู่เดิมให้ทันโลกในยุคปัจจุบัน มีเครื่องมือช่วยในการทำโมเดลธุรกิจซึ่งสามารถเห็นภาพรวมทั้งหมดได้เพียงหน้าเดียว คือ Business Model Canvas หรือ BMC Business Model Canvas หรือ BMC ได้รับการพัฒนาโดย Alex Osterwalder และ Yves Pigneur เปิดตัวครั้งแรกในหนังสือ ‘Business Model Generation’ ซึ่ง BMC คือ เครื่องมือที่ช่วยอธิบายแผนธุรกิจของเราได้ตามหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ 1. Customer Segments (CS) : กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราที่เราต้องการจะนำเสนอสินค้าหรือบริการโดยการแบ่งกลุ่มลูกค้าต้องมีความชัดเจน เช่น แบ่งตามพื้นที่ที่อยู่อาศัย อายุ เพศ พฤติกรรมความสนใจ ฯลฯ เพื่อทำการตลากับลูกดให้ตรงกับลูกค้าเป้าหมาย 2. Value Propositions (VP) : คือ คุณค่าของสินค้าหรือบริการของเราที่ต้องการส่งมอบให้กับลูกค้า และสินค้าหรือบริการดังกล่าวนั้น สามารถเข้าไปช่วยแ

แนวทางที่ทำให้ธุรกิจมีPassive Income

1. กำไรจากการขายผ่านช่องทางออนไลน์ (Profit Income) ปัจจุบันมีแนวทางในการดำเนินธุรกิจหลายอย่างที่ใช้เงินลงทุนไม่มาก ไม่ต้องบริหารจัดการดูแลสต๊อก แต่สามารถขายได้ตลอด เช่น ขายรูปถ่ายออนไลน์, ขายอีบุ๊ก,ขายสติกเกอร์ไลน์ ฯลฯ หรือโพสต์ขายสินค้าหรือบริการทางออนไลน์เอาไว้ ตาม Social Media Platform หรือ  ผ่านทาง Market Place ต่างๆ ซึ่งสามารถเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการทำเงินให้ธรุกิจได้ 2. ดอกเบี้ยปล่อยกู้ (Interest) สำหรับธุรกิจที่มีเงินสดในมือจำนวนมาก เช่นธุรกิจที่มีลักษณะ ซื้อเชื่อ (Credit Term) แต่ขายสินค้ารับเงินสด ควรแบ่งเงินสดดังกล่าวไปลงทุนให้เกิดผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เช่น ฝากธนาคาร ซื้อพันธบัตร หรือให้กู้ยืมในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งข้อดีคือ สามารถเป็น Passive Income ให้กับธุรกิจได้ 3. เงินปันผลจากหุ้น (Dividend) นอกจากเอาเงินสดในมือไปปล่อยกู้ สามารถแบ่งไปลงทุนในตลาดหุ้น หรือลงทุนในธุรกิจอื่น เพื่อรับผลตอบแทนในรูปเงินปันผล ซึ่งหากเลือกลงทุน ในกิจการขนาดใหญ่มั่นคง มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง กิจการผู้ลงทุนมีโอกาสในการสร้าง Passive Income ได้เป็นจำนวนมาก 4. ค่าเช่าสินทรัพย์ (Rental Revenue) กิจการสาม

5 เทคนิคสร้างธุรกิจสู่ความสำเร็จ

การทำธุรกิจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ทั้งพลังงาน ความรู้ความเข้าใจในธุรกิจ ความกล้า และเวลา ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและฝ่าฟันเอาชนะอุปสรรคต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น  แต่อย่างไรก็ตาม ภาพความสำเร็จของธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นเพียงแค่ความฝัน หากผู้ประกอบการทราบเทคนิคที่ถูกต้องในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ โดยเทคนิคเหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นเข็มทิศที่ช่วยชี้นำทาง  ทาง AIRA ขอแนะนำ 5 เทคนิคที่ผู้ประกอบการต้องทราบ เพื่อนำธุรกิจ ต่อยอดสู่ความสำเร็จ 1. เริ่มต้นทำธุรกิจทีละธุรกิจ เราอาจจะสังเกตเห็นได้ว่า บุคคลที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะไม่ทำอะไรพร้อมๆ กันหลายๆ สิ่ง บุคคลเหล่านั้นจะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองเพียงแค่ธุรกิจเดียว ไม่สร้างอะไรขึ้นมาซ้ำซ้อน เพื่อที่จะได้โฟกัสและมุ่งมั่นทำธุรกิจตรงหน้าให้ประสบความสำเร็จขึ้นมาทีละอย่างๆ ดังนั้นในฐานะนักธุรกิจหน้าใหม่ เราควรจะเริ่มต้นทีละอย่าง เพราะการทำธุรกิจมันไม่ใช่แฟชั่นที่เห็นคนอื่นทำก็คิดทำตาม แต่การทำธุรกิจเป็นการทำงานและลงทุนกับสิ่งๆ หนึ่งที่จะต้องใช้ทั้งพลังงาน เวลาและเงินลงทุน นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจควรตั้งใจเลือกธุรกิจให้ดี วิเคราะห

Startup (สตาร์ทอัพ) คืออะไร? แตกต่างจาก SME (เอสเอ็มอี) หรือไม่ อย่างไร?

สำหรับบุคคลที่สนใจคิดที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจ หลายท่านสับสนว่า Startup และ SME สองคำนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ที่เราจะมาพิจารณากันว่า ทั้งสองคำนี้แท้จริงแล้วมีอะไรที่แตกต่างกัน และมีอะไรที่เหมือนกันบ้าง  Startup คืออะไร? Startup คือ กิจการที่มีโมเดลธุรกิจในการสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยธุรกิจนั้น มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหลักในการสร้างธุรกิจ ส่วนใหญ่แล้ว Startup  จะเป็นธุรกิจรูปใหม่ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป แบบไม่มีใครทำมาก่อน เช่น ธุรกิจ Food Delivery, ธุรกิจบริการเรียกรถสาธารณะ เป็นต้น SME คืออะไร? SME ย่อมาจากคำว่า Small and Medium Enterprises ซึ่งหมายถึงธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยครอบคลุมกิจการด้านการผลิต ด้านการค้า และด้านบริการ สำหรับเกณฑ์ที่ใช้กำหนดขนาดของ SME คือ จำนวนการจ้างพนักงาน และจำนวนสินทรัพย์ถาวรของธุรกิจ ขนาดของกิจการระยะเริ่มต้น หากวัดที่ความแตกต่างที่ “ขนาดของกิจการ” เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ สำหรับ Start Up มักจะมีขนาดที่เล็กมาก ๆ และสินทรัพย์ส่วนใหญ่ในตอนต้นจะม

ความแตกต่างระหว่าง “ใบแจ้งหนี้  , Bill และ Receipt”

ผู้ประกอบการ หลายๆท่าน คงคุ้นเคยกับเอกสารทางการค้า  ใบวางบิล/ใบแจ้งหนี้ (Invoice), ใบเรียกเก็บเงิน/บิล (Bill) และใบเสร็จรับเงิน (Receipt)  โดยเอกสารทั้งหมดข้างต้น ท่านเคยได้ยิน แต่ผู้ประกอบการหลายท่าน อาจไม่ทราบถึงความแตกต่างของเอกสารเหล่านี้ จึงทำให้เกิดความสับสนและอาจส่งผลทำให้เกิด การสื่อสารคลาดเคลื่อน ดังนั้น เพื่อให้ท่านสามารถสื่อสารและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเอกสารทางการค้าที่อ้างอิง  แล้วจึงมาศึกษาถึงความแตกต่าง ใบวางบิล/ใบแจ้งหนี้ (Invoice) เป็นเอกสารที่ผู้ประกอบการออกเพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงจำนวนเงินที่ต้องชำระ และใช้เป็นเอกสารสำหรับการชำระเงิน ส่วนใหญ่ใช้กับธุรกิจประเภท สินค้าหรือบริการ ที่มีการวางเครดิตในการชำระเงิน ใบเรียกเก็บเงิน/บิล (Bill)  เป็นเอกสารที่ใช้สำหรับเรียกเก็บเงิน มีความคล้ายคลึงกับใบแจ้งหนี้ เพราะเป็นสิ่งที่จะแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงราคาของสินค้าหรือบริการ เมื่อต้องจ่ายเงิน เนื่องจากมีรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ขายหรือให้บริการพร้อมกับจำนวนเงินที่ต้องชำระสำหรับแต่ละรายการและจำนวนเงินที่ค้างชำระทั้งหมด ซึ่งใบเรียกเก็บเงิน (Bill) มักใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการที่ต้องจ่ายเงินใน

แฟคตอริ่ง คืออะไร?

แฟคตอริ่ง คือ บริการรับซื้อลูกหนี้การค้า เป็นสินเชื่อเพื่อธุรกิจ และเป็นสินเชื่อระยะสั้นที่ให้กับผู้ประกอบการ เจ้าของ ธุรกิจ SME นำ Invoice หรือเอกสารทางการค้า เช่น ใบสั่งซื้อ ใบแจ้งหนี้ค้างชำระ ใบวางบิล หรือใบตรวจรับพัสดุ ที่มีอยู่ มาขาย เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดใช้หมุนเวียน  ในธุรกิจเสริมสภาพคล่อง เพียงผู้ประกอบการ เจ้าของ ธุรกิจ SME ส่งมอบงานหรือดำเนินงานเสร็จสิ้นแล้ว สามารถนำ Invoice มาขาย เบิกเงินสดกับ เรา ได้รับเงินสูงสุด 90% ของมูลค่าเอกสาร จากนั้น ทาง AIRA จะเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากคู่ค้าเมื่อครบเครดิตเทอมการค้า หลังจากหักภาระแล้ว ทางผู้ประกอบการจะได้รับเงินส่วนต่างที่เหลือ (Reserve) สินเชื่อแฟคตอริ่ง จึงเป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็ว แก้ไขปัญหาสภาพคล่องให้กับ เจ้าของธุรกิจ และเป็นสินเชื่อที่ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถขยายธุรกิจ ได้โดยไม่ต้องรอคอยเครดิตเทอมที่ยาวนานของลูกค้า ‘ ทำไมต้อง AIRA

ความแตกต่าง ของ ใบ PR และ ใบ POคือ?

ใบ PR  (Purchase Requisition)  ใบขอซื้อจะเป็นเอกสารที่ใช้แผนกต่างๆ ในบริษัทแจ้งความประสงค์ว่าอยากจะซื้ออะไร โดยผู้ขอซื้อจะต้องใส่เหตุผลที่ต้องการซื้อว่าจะต้องนำมาใช้สำหรับทำอะไร และจะต้องให้หัวหน้าแผนกอนุมัติก่อนส่งไปให้แผนกจัดซื้อ เพื่อทำการจัดซื้อ ส่วนใบ PO (Purchase Order) ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารที่แผนกจัดซื้อ ออกให้กับผู้ขายสินค้าหรือบริการ เพื่อแจ้งให้ผู้ขายสินค้าหรือบริการทราบว่าเราต้องการจะซื้อสินค้าหรือบริการอะไร ราคาเท่าไหร่ และมีเงื่อนไขการค้าเป็นอย่างไร และเมื่อเกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้าและบริการเอกสารใบสั่งซื้อจะสามารถใช้เป็นหลักฐานในการขึ้นศาลหรือโต้แย้งกับผู้ขายได้ ในกรณีที่ผู้ขายสินค้า มีคู่ค้าเป็นหน่วยงานรัฐหรือบริษัทเอกชนขนาดใหญ่  แล้วต้องการเงินสดหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องภายในกิจการทันที ไม่อยากรอจนครบเครดิตเทอมการค้า สามารถนำเอกสารดังกล่าว มาใช้บริการ Factoring (ขายลูกหนี้การค้า) กับ ทาง AIRA เรารับซื้อใบวางบิล ใบแจ้งหนี้ ใบตรวจรับงาน หรือใบ PO สูงสุดถึง 90% ของมูลค่าสัญญา อนุมัติไว รับเงินสดรวดเร็ว รูปตัวอย่าง ใบ PR กับ PO

Scroll to Top